
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 เวลา 09.30 น. ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม (ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญฯ) และนางขัตติยา รัตนดิลก ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนากระบวนการยุติธรรม (ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการวิสามัญฯ) ได้เข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา เพื่อร่วมแถลงและชี้แจงรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาเสร็จแล้ว โดยการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ เป็นการพิจารณาวาระที่ 2 (การพิจารณารายมาตรา) และวาระที่ 3 (การลงมติเห็นชอบ)
📍 หลักการและสาระสำคัญของร่างกฎหมาย คือ “การปรับเพิ่มเกณฑ์อายุขั้นต่ำในการรับโทษทางอาญา จากเดิม 10 ปี แก้ไขเป็น 12 ปี” โดยเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา 2 มาตรา ได้แก่ มาตรา 73 และมาตรา 74
📍 ภายหลังการอภิปราย และการชี้แจงเสร็จสิ้น ในเวลา 13.21 น. ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ด้วยเสียงข้างมาก 315 เสียง ต่อ 2 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง
📍 ขั้นตอนต่อไปในการเสนอและออกกฎหมาย คือ ร่างกฎหมายจะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา และเนื่องจากได้มีข้อสังเกตให้มีการปรับแก้ไขรายละเอียดและถ้อยคำเล็กน้อย สภาผู้แทนราษฎรจะได้ส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี เพื่อแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อไป
📍 ทั้งนี้ หากร่างกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเด็กและเยาวชน เพราะ “การนำเด็กเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นผลเสียมากกว่าผลดี” โดยการผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อประโยชน์และประสิทธิภาพในมิติ ดังนี้ 1) ต่อตัวเด็ก เพื่อให้เด็กได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมกับช่วงวัย และพัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ ความคิด การใช้ภาษาและการแก้ปัญหา 2) ต่อครอบครัวและสังคม ลดภาระค่าใช้จ่ายในการประกันตัว ลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ และ 3) ต่อประเทศ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้ดำเนินการตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child -CRC) และกลไกของ Universal Periodic Review (UPR) ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ สกธ. มีความมุ่งมั่นเพื่อพัฒนาและยกระดับกระบวนการยุติธรรม และดำเนินการเพื่อประโยชน์ของเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ

