
วันพุธที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. สำนักงานกิจการยุติธรรม ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดประชุมเพื่อให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำทะเบียนประวัติอาชญากร ภายใต้โครงการจัดการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน โดยมี พันตำรวจโท มนตรี บุณยโยธิน รองผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม ประธานคณะทำงาน และนายนิทัศน์ แสงวัฒนะ รองผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม รองประธานคณะทำงาน พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ พันตำรวจตรี ชวนัสถ์ เจนการ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ และมีหน่วยงานที่เข้าร่วม จำนวน 22 หน่วยงาน ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการฐานข้อมูลการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ และการประชุมทางไกล (Video Conference) ผ่านระบบ Cisco Webex Meetings
การรับฟังหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับงานพฤตินิสัย ทะเบียนประวัติอาชญากรรม และหน่วยงานที่กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการ ได้แก่ กรมคุมประพฤติ, กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน, กรมราชทัณฑ์, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานข้าราชการพลเรือน ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดการคัดแยกทะเบียนประวัติ แบ่งออกเป็น 3 ทะเบียน ได้แก่ 1) ทะเบียนประวัติผู้ต้องหา 2) ทะเบียนประวัติอาชญากร และ 3) ทะเบียนประวัติผู้กระทำความผิดที่มิใช่อาชญากร ซึ่งการจัดทำทะเบียนประวัติดังกล่าวมีขึ้นเพื่อใช้ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมในการเข้ารับราชการ หรือการเข้าทำงานในบริษัทเอกชนบางแห่ง เช่น ตำแหน่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และตำแหน่งพนักงานขับรถ เป็นต้น
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีกฎหมายเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชน ห้ามมิให้นำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปพิจารณาเป็นผลร้ายหรือเป็นการเลือกปฏิบัติอันไม่เป็นธรรมดังความปรากฏในมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 หากแต่ในทางปฏิบัติยังคงมีการนำประวัติไปใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อเข้าทำงาน นอกจากนี้ ในการเข้ารับราชการยังคงมีข้อจำกัดตาม มาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กรณีเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจแก่สังคม อันเป็นการตีความหมายโดยกว้าง อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อยกเว้นให้บุคคลที่ลักษณะต้องห้ามสามารถเข้ารับราชการได้ แต่ต้องได้รับการพิจารณาเป็นการเฉพาะรายและต้องมีข้อมูลประกอบที่เพียงพอ ซึ่งในทางปฏิบัติมีผู้ที่ได้รับการยกเว้นมีจำนวนน้อย กรณีเหล่านี้ย่อมเป็นการกีดกันโอกาสทางสังคมของผู้ที่พ้นโทษในการกลับคืนสู่สังคม ส่งผลให้ไม่มีทางเลือกในการประกอบอาชีพและทำให้บางรายมีความเสี่ยงกระทำผิดซ้ำอีก ทั้งนี้ พบว่าแต่ละหน่วยงานมีการดำเนินการตามกฎหมายของตนเองซึ่งมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ในการเปิดโอกาสหรือส่งเสริมให้ผู้พ้นโทษที่มีประวัติอาชญากรรมเข้าทำงาน เพื่อส่งเสริมการกลับคืนสู่สังคมด้วยดี และห้ามมิให้ดำเนินการหรือประกอบอาชีพในที่เกี่ยวข้องในลักษณะต่าง ๆ เพื่อป้องกันการก่ออาชญากรรมซ้ำซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสังคม ด้วยเหตุนี้บางหน่วยงานจึงแสวงหาทาทางเลือกในการประกอบอาชีพให้แก่ผู้พ้นโทษ อาทิ กรมราชทัณฑ์ ได้มีการจัดตั้งศูนย์ CARE โดยมีนักสังคมสงเคราะห์ทำหน้าที่ในการประสานงานและแสวงหาทางเลือกในการประกอบอาชีพที่ไม่ใช่อาชีพต้องห้ามตามกฎหมายให้เมื่อบุคคลเหล่านี้พ้นโทษ
การรับฟังความคิดเห็นของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพ อาทิ กรมกิจการเด็กและเยาวชน, กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, กรมการขนส่งทางบก, กรมประมง, แพทยสภา, กรมการกงสุล และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เป็นต้น โดยหน่วยงานส่วนใหญ่ไม่มีข้อขัดข้องกับการลบทะเบียนประวัติอาชญากร อย่างไรก็ตาม บางหน่วยงานยังคงมีข้อกังวลเกี่ยวกับการลบทะเบียนประวัติอาชญากรกรณีคดียาเสพติดว่าควรพิจารณาปริมาณการใช้สารเสพติดร่วมด้วย เพื่อป้องกันมิให้บุคคลอื่นหลงผิดว่าหากได้รับโทษในคดียาเสพติดแล้วต่อมาจะได้ลบทะเบียนประวัติ อันอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการใช้สารเสพติดซ้ำอีก
ทั้งนี้ สกธ. จะดำเนินการรวบรวมข้อคิดเห็นดังกล่าวข้างต้นเป็นข้อมูลประกอบการดำเนินโครงการจัดการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนต่อไป
