
ระหว่างวันที่ 25–28 กันยายน 2569 พันตำรวจโท พงษ์ธร ธัญญสิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม พร้อมด้วย นายนิทัศน์ แสงวัฒนะ รองผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม เข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา สมัยที่ 15 (15th United Nations Congress on Crime Prevention and Criminal Justice: UN Crime Congress) โดยมี พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นหัวหน้าคณะ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางนโยบายป้องกันอาชญากรรมยุคดิจิทัลและการยกระดับหลักนิติธรรมในระดับสากล ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
การประชุม UN Crime Congress เป็นเวทีระดับโลกที่สำคัญด้านการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา ซึ่งรวบรวมผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน นักวิชาการ องค์การระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคมจากทั่วโลก เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และกำหนดทิศทางการพัฒนานโยบายและแนวปฏิบัติด้านการป้องกันอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยการประชุมครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการรับมือบริบทอาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอาชญากรรมในยุคดิจิทัล ควบคู่กับการส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง การเข้าถึงความยุติธรรม หลักนิติธรรม การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ ตลอดจนการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ
วันที่ 26 กันยายน 2569 คณะผู้แทนไทยเข้าร่วมพิธีเปิดและการประชุมระดับสูง (High-level Segment) ร่วมกับผู้แทนระดับสูงจากประเทศสมาชิกและองค์การระหว่างประเทศ โดยที่ประชุมได้รับรองปฏิญญาอาบูดาบี (Abu Dhabi Declaration) เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการป้องกันอาชญากรรม ความยุติธรรมทางอาญา และหลักนิติธรรมในระยะต่อไป ในโอกาสนี้ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวถ้อยแถลงในนามรัฐบาลไทยต่อที่ประชุมระดับสูง พร้อมประกาศคำมั่นด้านการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา (Pledge4Justice) เพื่อร่วมขับเคลื่อนหลักการของปฏิญญาอาบูดาบีไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยประเทศไทยได้ประกาศคำมั่นที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมมาตรฐานและบรรทัดฐานของสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด การคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การฟื้นฟูและคืนผู้กระทำผิดสู่สังคม ตลอดจนการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของประเทศไทยในการประชุมครั้งนี้ คือ การเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระกรณียกิจด้านกระบวนการยุติธรรมของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งคณะผู้แทนไทยได้เข้าร่วมพิธีเปิดนิทรรศการ “The Glorious Commemoration of HRH Princess Bajrakitiyabha: The Legacy of Justice Reform, Human Dignity and Rule of Law” ซึ่งจัดขึ้นภายในพื้นที่การประชุม เพื่อเผยแพร่พระกรณียกิจและพระปณิธานด้านการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการส่งเสริมหลักนิติธรรม โดยมี พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานกล่าวเปิดนิทรรศการ
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังคงมีบทบาทในการผลักดัน “ข้อกำหนดกรุงเทพ” (Bangkok Rules) ในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงยุติธรรมได้จัดกิจกรรมพิเศษหัวข้อ “Accelerating the Implementation of the Bangkok Rules: Special Event in Remembrance of Her Royal Highness Princess Bajrakitiyabha” เพื่อรำลึกถึงพระกรณียกิจและพระปณิธานในการยกระดับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและการใช้มาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง โดยมี นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ทั้งนี้ ข้อกำหนดกรุงเทพ (United Nations Rules for the Treatment of Women Prisoners and Non-custodial Measures for Women Offenders) เป็นมาตรฐานของสหประชาชาติที่มุ่งตอบสนองความต้องการเฉพาะของผู้ต้องขังหญิงและผู้กระทำผิดหญิง รวมถึงส่งเสริมการใช้มาตรการที่มิใช่การคุมขังอย่างเหมาะสม โดยกิจกรรมดังกล่าวยังเป็นโอกาสในการทบทวนความก้าวหน้าตลอด 15 ปีของการดำเนินงานตามข้อกำหนดกรุงเทพ ตลอดจนส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมที่คำนึงถึง gender-responsive justice การฟื้นฟูและการคืนผู้กระทำผิดสู่สังคม
ทั้งนี้ สำนักงานกิจการยุติธรรมได้ติดตามและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในประเด็นที่สอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงาน โดยเฉพาะการส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมและการพัฒนากระบวนการยุติธรรมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ผ่าน Workshop II หัวข้อ “Ensuring Equal Access to Justice for All: Towards Safe and Secure Societies while Respecting the Rule of Law” ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาระบบยุติธรรมที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ลดอุปสรรคในการเข้าถึงความยุติธรรม และสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมภายใต้หลักนิติธรรม โดยสาระสำคัญของการประชุมสะท้อนให้เห็นว่า การเข้าถึงความยุติธรรมคือการที่ประชาชนสามารถรับรู้และเข้าใจสิทธิของตน เข้าถึงข้อมูลและบริการด้านความยุติธรรมได้อย่างสะดวก ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม ตลอดจนสามารถเข้าถึงกลไกในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความยุติธรรมที่เหมาะสม โดยเฉพาะประชาชนและกลุ่มที่อาจเผชิญข้อจำกัดหรืออุปสรรคในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการนำแนวคิดกระบวนการยุติธรรมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางมาใช้ในการออกแบบนโยบายและบริการด้านความยุติธรรม โดยพิจารณาจากปัญหาและความต้องการที่ประชาชนเผชิญจริง รวมถึงการใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อทำความเข้าใจช่องว่างในการเข้าถึงความยุติธรรม และนำไปสู่การพัฒนานโยบายและบริการที่ตอบสนองต่อประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การเข้าร่วมการประชุม UN Crime Congress สมัยที่ 15 ในครั้งนี้ จึงนับเป็นโอกาสสำคัญของสำนักงานกิจการยุติธรรมในการติดตามทิศทาง นโยบาย มาตรฐาน และแนวปฏิบัติระหว่างประเทศด้านการป้องกันอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะประเด็นการเข้าถึงความยุติธรรม กระบวนการยุติธรรมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง หลักนิติธรรม การฟื้นฟูและคืนผู้กระทำผิดสู่สังคม ตลอดจนการพัฒนาระบบข้อมูลและการใช้เทคโนโลยีในกระบวนการยุติธรรม อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความร่วมมือและเครือข่ายกับประเทศสมาชิกและองค์การระหว่างประเทศ เพื่อนำองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ได้รับมาประกอบการพัฒนานโยบายและการบริหารงานยุติธรรมของประเทศไทยให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงและมาตรฐานสากลต่อไป
