ผอ.สกธ. ร่วมเป็นวิทยากรการเสวนาวิชาการ “ก้าวข้ามขวากหนามกับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพื่อความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน”

Picforweb 33

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 น. นายยอดฉัตร ตสาริกา ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม ได้เข้าร่วมเป็นวิทยากรในหัวข้อ “ปลายทางแห่งความชอบธรรม : การติดกระดุมเม็ดสุดท้ายว่าด้วยผลกระทบและการเยียวยา” ภายใต้งานเสวนาวิชาการ หัวข้อ “ก้าวข้ามขวากหนามกับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพื่อความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน” จัดโดยสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ร่วมกับวิทยากรอีก 3 ท่าน คือ นายอริย์ธัช วรโรจน์เจริญเดช (เบ็นซ์ เรซซิ่ง) ผู้แทนภาคประชาชน ดร. ขัตติยา รัตนดิลก ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) นางสาวจิฬาภรณ์ ตามชู กฤษณสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น

การจัดเสวนาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชนจากกระบวนการยุติธรรม เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขและพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้เกิดประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้

นายอริย์ธัช วรโรจน์เจริญเดช ได้สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการในการต่อสู้คดีที่ใช้ระยะเวลานานถึง 6 ปี โดยเน้นย้ำว่าการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ที่ถูกจับกุม เพื่อให้ผู้ได้รับการปล่อยตัวมีโอกาสไปเตรียมหาพยานหลักฐานมาสู้คดี รวมไปถึงในบทบาทของการเป็นผู้ต้องขังระหว่างที่ศาลยังไม่ได้ตัดสินว่ามีความผิด ต้องให้สิทธิในการพบทนายความ และต้องมีการประพฤติปฏิบัติที่แตกต่างจากนักโทษเด็ดขาด

ดร. ขัตติยา รัตนดิลก ได้กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการเอาคนเข้าไปอยู่ในเรือนจำ คือ การดึงคนออกจากชีวิตปกติ เพื่อให้สูญเสียอิสรภาพ แยกออกจากครอบครัว เสียโอกาสในหน้าที่การงาน แต่ปัจจุบันนักโทษในเรือนจำมีความแออัด ซึ่ง 1 ใน 3 ของนักโทษในเรือนจำ เป็นผู้ที่ยังไม่ได้ถูกศาลพิพากษา การนำต้นทุนของรัฐไปใช้กับบุคคลเหล่านี้อาจไม่เหมาะสม จึงมีความพยายามในการลดการควบคุมตัวในชั้นก่อนศาลพิพากษา และนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้เพื่อเปลี่ยนเป้าหมายจากการลงโทษเป็นการเยียวยาความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำผิด เหยื่อและชุมชน

นางสาวจิฬาภรณ์ ตามชู กฤษณสุวรรณ ได้กล่าวถึง กระบวนการช่วยเหลือผู้เสียหาย ผู้ต้องหาที่ไม่ได้รับการเยียวยา และจำเลยที่ตกเป็นแพะผ่านมาตรฐานสากลว่าด้วยหลักการอำนวยความยุติธรรม 4 ด้าน คือ 1. การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม 2. การได้รับการชดเชยความเสียหายโดยผู้กระทำความผิด 3. การได้รับชดเชยความเสียหายโดยรัฐ และ 4. การให้ความช่วยเหลือแก่เหยื่อด้านอื่น ๆ

นายยอดฉัตร ตสาริกา ได้กล่าวถึง บทบาทในฐานะเป็นผู้จัดทำและเสนอแนะนโยบาย คือ นโยบายที่ดีต้องสามารถนำไปสู่การพัฒนาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดหลักการสำคัญ คือ บุคคลทุกคนต้องได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำมิได้ อย่างไรก็ดี สิทธิเหล่านี้ล้วนมีข้อยกเว้นหากเป็นการทำไปเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในภาพใหญ่ ก็สามารถทำได้ถ้าปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสมตามกระบวนการทางกฎหมายที่ยุติธรรม เป็นธรรม และเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ โดยเป้าหมายในท้ายที่สุดของการอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม คือ การที่ประชาชนต้องเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ทั้งนี้ จากการแลกเปลี่ยนในเวทีเสวนาดังกล่าว ทำให้ได้รับความรู้ ได้เห็นปัญหาและอุปสรรค รวมถึงข้อจำกัดและช่องว่างที่พบ ซึ่งจะนำไปสู่การหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนากระบวนการยุติธรรมอย่างยั่งยืนต่อไป

130 Views